รอยยิ้ม“หมอเจี๊ยบ”เปิด ‘มูลนิธิฟรีคลินิก’ สำเร็จ!!

สานเจตนารมณ์มูลนิธิ LET’S BE HEROES ช่วยคนยากไร้

วันนี้มาถึงแล้ว หมอเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ คุณหมอมากความสามารถพ่วงดีกรีนางสาวไทยปี 2549 ได้สานเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้ของตัวเองจนสำเร็จ กับการเปิดฟรีคลินิก หรือ “มูลนิธิ LET’S BE HEROES” เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ ได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนที่ไม่มีความพร้อมในการดูแลรักษาสุขภาพร่งกายตัวเอง

เหตุผลของการก่อตั้งมูลนิธินี้อยู่ในใจคุณหมอเจี๊ยบมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากเห็นถึงความไม่เจ็บป่วยของผู้คนเมื่อตอนที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมงานในโรงพยาบาล

“ตอนนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเรียนหมอค่ะ เนื่องจากมีโอกาสได้ไปดูงาน ที่โรงพยาบาล แล้วโรงพยาบาลที่เจี๊ยบไปในตอนนั้นวุ่นวายมาก มีคนเจ็บป่วยเต็มไปหมด ด้วยความที่ตอนนั้นเราเป็นเด็กไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เราสงสารมาก รู้สึกว่าเราช่วยเหลืออะไรพวกเขาไม่ได้เลยถึงแม้จะมีเงินในกระเป๋า แต่ก็รู้สึกว่าเงินเราไม่สามารถช่วยคนเหล่านั้นได้ ตั้งแต่วันนั้นเลยเปลี่ยนชีวิตเจี๊ยบ เจี๊ยบตั้งใจเรียนมากๆ จากเด็กเกเร เรียนไม่เก่ง ว่าจะเป็นหมอ วันนึงจบมาจะได้ใช้ความรู้ความสามารถของเราช่วยคนให้ได้ จนวันนี้ ระยะทางค่อนข้างไกล จากเด็กอายุ 10 กว่าขวบวันนั้น วันนี้เจี๊ยบเรียนจบแล้ว เลยอยากทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้เลยปรึกษากับอาจารย์แพทย์ และเพื่อน ๆ ที่เรียนหมอด้วยกัน ทุกคนให้ความช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาดีมากๆ เลยร่วมกันก่อตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมาค่ะ”

มูลนิธิ LET’S BE HEROES จะออกไปรักษาผู้คนตามท้องถิ่นทุรกันดาร โดยจะทำการรักษาทั้งคนและสัตว์ ด้วยความร่วมมือของคนรู้จัก เพื่อนแพทย์ และทีมอาสาที่ยินดีจะออกช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยกัน

“ผู้ก่อตั้งมีทั้งหมด 11 คน ทำอาชีพแพทย์ 8 คน สัตวแพทย์ 1 คน อีก 2 คนคือ น้องเดียร์ แฟนเจี๊ยบ กับพี่สาว เขาคอยช่วยดูแลเรื่องเอกสาร ประสานงานต่างๆ จริงๆ มีเพื่อนๆ ที่ไม่ใช่กรรมการในมูลนิธิอาสาช่วยงานด้วยก็เยอะค่ะ มูลนิธินี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะทุกคนช่วยกันจริงๆ เจี๊ยบโชคดีที่มีเพื่อน และอาจารย์ดีๆ คอยช่วยเหลือ สนับสนุนให้กันเสมอ

“เรารักษาทั้งคนและสัตว์นะคะ ตามแพลนที่เราวางไว้ คือ มองไปที่ต่างจังหวัด ถิ่นทุรกันดารมากกว่า คือ คนกรุงเทพ มีหมอเก่งๆ โรงพยาบาลหลายแห่ง เดินทางง่าย สะดวก มีหลายๆ อย่างพร้อมอยู่แล้ว ทางทีมเรามองว่าต่างจังหวัด ที่ๆ ห่างไกลมากๆ อย่างทริปที่ไปมาล่าสุด เดินทางเป็นวัน ต้องนั่งรถไป 4-5 ชั่วโมง แต่พอไปเจอชาวบ้านที่นั่น ก็หายเหนื่อยค่ะ คือเขาขาดแคลนจริงๆ บางคนไม่มีรถ ต้องเดินเท้าหลายชั่วโมงมารับการรักษา ถ้าอากาศไม่ดี ฝนตก ก็มาไม่ได้ เราแพลนจะนำแพทย์ออกหน่วยปีละ 2 ครั้งค่ะ ซึ่งหมอทุกคนที่มาช่วยเจี๊ยบ น่ารักมากจริงๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพื่อน ส่วนหนึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ที่สอนเจี๊ยบมา ก็มาร่วมลงพื้นที่ออกหน่วยด้วย เรียกว่า มาช่วยเหลือกันด้วยใจจริงๆ ค่ะ

ส่วนเรื่องสัตว์ ณ ตอนนี้ เรายังไม่ได้ทำอะไรเยอะ ยังอยู่ระหว่างการประชุม ปรึกษากันอยู่ค่ะ สัตวแพทย์คนไหนสนใจอยากช่วยเหลือ สามารถติดต่อ inbox มาทาง facebook หรือ Line @ ได้เลยนะคะ เราต้องการความคิดเห็น ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จากคนที่มีประสบการณ์ ด้านนี้ยินดีมากเลยค่ะ

ล่าสุด สัตว์แพทย์ 2 คน เป็นเพื่อนเจี๊ยบทั้งคู่ ก็เดินลงพื้นที่กันด้วย เขาเอาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไปฉีดให้หมาจรจัดหลายร้อยตัว แล้วไปสำรวจพื้นที่กันด้วย ว่าพวกเราจะไปช่วยทำอะไรได้บ้างค่ะ”

ซึ่งทั้งหมดนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของทั้งตัวหมอเจี๊ยบเองและทุกคนในมูลนิธิ ที่ถึงแม้จะมีงานรัดตัวมากแค่ไหน แต่ก็ยังปลีกเวลามาทำตรงนี้ด้วยใจ

“เราแพลนจะออกหน่วยลงพื้นที่ปีละ 2 ครั้ง ก็มีนัดประชุมกันเรื่อยๆ ค่ะ ทุกคนมาทำด้วยใจ ไม่มีใครได้เงินค่ะ แต่ละคนส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่มีงานประจำค่อยข้างยุ่งอยู่แล้ว เจี๊ยบเลยค่อนข้างเกรงใจด้วย ทุกวันนี้มูลนิธิเราไม่ได้จ้างพนักงานสักคน ทำกันเองทั้งหมด ทั้งเอกสาร Facebook page และงานต่างๆ ภายใน ก็ภูมิใจนะคะ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ไม่คิดว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากทุกคน ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักมากมายขนาดนี้ เราไม่ได้คิดจะให้มูลนิธิเราต้องโด่งดังหรืออะไรมากมายยิ่งใหญ่ เราแค่ทำที่เราทำได้ไปเรื่อยๆ ของเราไปค่ะ แค่เห็นรอยยิ้มของคนเรารักษา หรือคำขอบคุณ ก็รู้สึกคุ้มค่า และไม่เสียแรงที่เรามา มันทำให้หัวใจเราพองโตขึ้นจริงๆ เลยนะคะ”

หมอเจี๊ยบเล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ก่อตั้งมูลนิธินี้ ต้องใช้เงินทุนตัวเองทั้งหมด แต่เพราะเป็นมูลนิธิที่ประหยัดมาก และระยะหลังเริ่มมีผู้ให้ความสนใจมาร่วมบริจาคและช่วยเหลือมากขึ้น ทำให้มูลนิธิที่สร้างขึ้นเพื่อคนยากไร้นี้เริ่มเดินต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง

“ช่วงแรกๆ เลย ที่ยังไม่มีใครรู้จัก และเพิ่งเริ่มก็ตั้งเจี๊ยบใช้เงินเก็บส่วนตัวเจี๊ยบและก็มีเพื่อนๆ ญาติๆ แฟนคลับ มาร่วมกันบริจาค ตอนนี้พอมูลนิธิเริ่มเป็นที่รู้จัก ประชาชนทั่วไปก็มาช่วยกันบริจาคค่ะ ซึ่งคิดว่าจะพอสำหรับการสานต่อมูลนิธิให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะมูลนิธิเราประหยัดมาก กรรมการทุกคนอยากให้เงินที่ได้รับจากการบริจาคไปใช้ประโยชน์จริงๆ เราเลยไม่ได้มีอะไรที่แฟนซีเลยค่ะ อย่างที่บอกเราไม่มีพนักงานสักคน ประสานงานกันเอง และเวลาไปออกหน่วย แพทย์แต่ละท่าน ค่ากินอยู่ ใช้จ่ายก็ไม่ใช้เงินมูลนิธิกันเลยค่ะ ออกกันเองด้วย เงินส่วนใหญ่เลยไปใช้กับค่ายา ค่าสิ่งจำเป็นจริงๆ มากกว่า การเดินทางแต่ละครั้งเลยไม่ได้ใช้เงินสูงขนาดนั้น”

“แต่เราก็ยังต้องการความช่วยเหลือนะ หลักๆ เลย อยากขอแรงแพทย์, สัตวแพทย์, ทันตแพทย์ มาช่วยกันเวลาเราไปออกหน่วยค่ะ ส่วนประชาชนทั่วไป ใครที่อยากช่วยเหลือสนับสนุนมูลนิธิ สามารถบริจาคเงินได้ค่ะ จะเอาเงินบริจาคไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ มีทางทีมชื่อ Forward มาช่วยถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอให้ เวลาที่เราไปทริปต่างๆ มีทาง Mac Jeans ให้ยืมสถานที่ฟรี เวลาจะสอนประชาชนค่ะ”

“สำหรับใครที่อยากร่วมบริจาคกับมูลนิธิเรายินดีค่ะ สามารถบริจาคได้ชื่อบัญชี มูลนิธิเล็ทส์ บี  ฮีโร่ส์  ธนาคารกสิกรไทย สาขา เซ็นทรัล บางนา เลขบัญชี 041-1-70885-3 ค่ะ”

หมอเจี๊ยบเล่าด้วยว่า เป้าหมายของเธอคือการที่ทุกคนได้มีส่วนช่วยในมูลนิธิ ทั้งเพื่อน, อาจารย์, แฟนเจี๊ยบ, ครอบครัว, แฟนคลับ, ประชาชน ซึ่งนั่นทำให้เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานหนัก และไม่เคยรู้สึกทดท้อหรือเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานในมูลนิธินี้เลย

“ทุกครั้งที่เราทำ เราไม่ได้ทำคนเดียว เรามีคนคอยช่วยเหลือเรามากมาย มันทำให้เราไม่เหนื่อย ไม่ท้อ คือ อันนี้เป็นงานบุญ งานอาสา ทำแล้วต้องให้เราแฮปปี้ขึ้น ไม่ใช่รู้สึกแย่ลง ถ้ารู้สึกแย่หรือทำให้ใครอึดอัดใจเราจะไม่ทำค่ะ บางทีเจี๊ยบรู้สึกว่าเราอยู่ในเมือง กรุงเทพ สบาย มีพร้อม การออกไปช่วยคนบ้าง แบ่งปันสิ่งต่างๆ ที่เรามีให้กับคนที่เข้าไม่มี เป็นการชาร์จพลังในตัวเองไปอีกแบบค่ะ”

“ทุกวันนี้ เวลาส่วนใหญ่เจี๊ยบทำงานในโรงพยาบาลค่ะ และมีถ่ายละครด้วย วันหยุดมีบ้าง แต่ว่าน้อยค่ะ งานมูลนิธิเรานัดประชุมกันทุกเดือน เจี๊ยบจะล็อกวันไว้ และมีคลาสสอนการกู้ชีพฟรี เจี๊ยบสอนทุกเดือน ไปสอนประชาชนเรื่องความรู้เกี่ยวกับแพทย์ การช่วยชีวิต แล้วทุกครึ่งปีเราจะออกหน่วยลงพื้นที่กัน ซึ่งการลงพื้นที่เราดูที่การตอบรับของคนในพื้นที่นั้นๆ ค่ะ หมายถึง การที่เราจะให้อะไรใคร คนตรงนั้น หรือพื้นที่นั้นๆ ต้องอยากรับมันด้วยค่ะ เวลาเราไปหลายๆ ครั้ง เราไม่ใช่คนพื้นที่ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่นั้นช่วยประชาสัมพันธ์ กระจายข่าว ประสานงานกับชาวบ้านให้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่พร้อมช่วยเหลือ หรือไปเพิ่มภาระงานให้เขา เราก็จะหลีกเลี่ยงค่ะ”

และแล้วฝันก็เป็นจริง วันที่เปิดฟรีคลินิก ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่มารักษา บางรายพอรู้ว่าหมอเจี๊ยบและทีมงานจะเดินทางไป ก็บากบั่นมา แม้หนทางไม่ได้โรยด้วยยางราบเรียบ คนตั้งใจไปรักษาและคนต้องการรับการรักษาต่างไม่ย่อท้อที่จะมาเจอกัน ฉะนั้นจงรู้ไว้เถิด ว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน ยังมีคนดีๆ ที่มีพอ จะหยิบยื่นกำลัง ความสามารถช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสจริงๆ