“ลิปดา จารุเธียร” พร้อมเพื่อน ต่อยอดงานวิจัย wheel-go-round เข็นวีลแชร์ สู่โลกแห่งความเท่าเทียม

“แค่ปักหมุดนำทางพาคนพิการสู่โลกภายนอก เขาและเธอก็เหมือนคนปกติทั่วไปที่อยากจะเดินทางไปมาเช่นกัน”

นับว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับ wheel-go-round เว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ล้อหมุน หรือ คนพิการที่ต้องใช้รถเข็นหรือวีลแชร์ เป็นเสมือนอวัยวะอีกชิ้นหนึ่ง พาโลดแล่นไปทั่วทุกพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกไว้ให้ เขาและเธอเหล่านี้อาจต้องใช้ชีวิตที่ไม่ปกตินัก แต่ด้วยสภาพของจิตใจก็เฉกเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไปที่ต้องการเดินทางไปมาได้เช่นกัน wheel-go-round เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทางหรือไกด์ชี้ทิศทางสถานที่ท่องเที่ยวที่มีพื้นที่อำนวยความสะดวกโดยหลักๆ ให้คนพิการ ทั้งทางลาด ห้องน้ำ และที่จอดรถ ขณะเดียวกันยังเปิดให้ผู้คนแชร์พื้นที่สำหรับรถวีลแชร์ที่จะไปถึงได้อีก เป็นการสื่อสารทั้งสองฝั่ง

เนื้อหาของ wheel-go-round ระบุชัดเจนว่า “เป็นแหล่งรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร สำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ โดยจะคำนึงถึงข้อมูลที่จำเป็นในการเดินทาง และข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ 4 ประเภท ได้แก่ ทางลาด ห้องน้ำ ที่จอดรถสำรองสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และลิฟท์”

ลิปดา จารุเธียร หรือ ลิป ผู้ร่วมกันก่อตั้งเว็บนี้ขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนเรียนระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวม 5 คนด้วยกัน ที่นำโครงการวิจัย wheel-go-round มาต่อยอดใช้กับชีวิตในประจำวันได้อย่างลงตัวและเป็นประโยชน์อย่างมาก เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ คือ เว็บไซต์ www.wheelgoround.in.th และเพจ www.facebook.com/wheelgoround

“จุดสตาร์ทจริงๆ เกิดจากในห้องเรียน ตอนนั้นเรียน MBA กับเพื่อนๆ ที่ธรรมศาสตร์ ประมาณปี 2556 อาจารย์ให้โจทย์มา ให้ไปดูว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและเราจะไปแก้อะไรได้บ้าง ก็ลิสต์มาค่อนข้างเยอะ มีทั้งที่เวิร์คบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง แล้ว wheel-go-round ก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นโปรเจคที่คิดกันขึ้นมา บังเอิญว่าได้ไปเที่ยวกับญาติๆ ที่ต่างจังหวัด ญาติก็ใช้วีลแชร์ เราก็โทรไปเช็คสถานที่ที่พักว่าโอเคใช่ไหม เรามีคนที่นั่งวีลแชร์ไปนะ โรงแรมมีพื้นที่ให้เข้าได้หรือเปล่า เขาบอกว่าได้ แต่พอไปถึงหน้างานจริงๆ แล้วมันแคบ วีลแชร์ไม่ได้ เราก็เข้าใจนะว่ามันเป็นที่พักแบบเล็กๆ ไม่ได้อะไรมาก ริมน้ำตกต่างจังหวัดอะไรแบบนี้ ทำให้กลับมาคิดว่าคนที่จะจองก็คงไม่รู้ว่าเข้าได้หรือไม่ได้ แล้วตัวเจ้าของสถานที่ก็คิดว่าเข้าได้จริงๆ”

ลิปดา เล่าต่อว่า ช่วงแรกๆ ของการเก็บข้อมูล ได้ไปคุยกับคนพิการหลายคน เก็บข้อมูลเยอะมาก หาข้อมูลจากกูเกิล ก็คุยกับพี่คนหนึ่งที่ทำเรื่องคนพิการท่องเที่ยว พอไปนัดคุยก็รู้ว่าเจ้าของเว็บเป็นคนที่ใช้วีลแชร์เหมือนกัน เขาเปิดทำทัวร์รับนักท่องเที่ยววีลแชร์ต่างชาติที่จะมาเที่ยวประเทศไทย แล้วก็ไปคุยกับกลุ่มไอแอล (Independent Living) จะเป็นกลุ่มคนพิการที่จะมารวมตัวกันมาแชริ่งกัน แชร์ประสบการณ์กัน เป็นการแชร์วิธีการใช้ชีวิตกันในกลุ่มคนพิการ ก็เข้าไปคุยกับหลายๆ ที่

“เท่าที่เราคุยปัญหาที่เจอคือเวลาไปไหนมาไหนมันไม่สะดวก อย่างพี่คนที่ทำทัวร์ เวลาขับรถไป เขาขับรถเองเลย ใช้เกียร์มือ แต่พอขับไปถึงจอดไม่ได้ ลงจากรถไม่ได้ อย่างตอนที่นัดเจอกัน”

ลิปดา เล่าต่อว่า เราคิดเป็นโมเดลของการเป็น Social Enterprise พอหลังจากรวบรวมปัญหาแล้ว คนพิการเหมือนคนทั่วๆ ไป อยากจะออกมาใช้ชีวิตข้างนอกบ้าง แล้วกิจกรรมต่างๆ ข้างนอกมีเยอะมากแต่ไม่ได้เข้าร่วม ตอนนั้นเลยลองจัดกิจกรรมดู แล้วอยากจะเทสต์ด้วยว่าเขาอยากจะออกมาข้างนอกหรือเปล่า ตอนนั้นจัดพาไปดูหนัง ไปร่วมกับทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่มักทำซีเอสอาร์ให้คนพิการอยู่แล้ว ให้มา 1 โรงเต็มๆ เลย ที่เมเจอร์ฯ เมกะบางนา ตอนนั้นเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยที่เรียนอยู่พอดี ประมาณปี 2556 ปรากฏว่ามีคนพิการมาร่วมงานประมาณ 20 คน ตอนแรกคิดว่าจะโหรงเหรง คิดว่าจะไม่มีใคร แต่ผ่านไปด้วยดี

“พอจัดจริงๆ แล้ว เราเห็นปัญหาเลยว่า ที่ไปเลือกเมกะบางนา มองว่ามีที่จอดรถ พร้อมห้องน้ำสำหรับคนพิการ น่าจะโอเค แต่ ห้องน้ำกับโรงหนังมันไกลกันมาก ต้องเข็นกันไกล ต้องเข็นไปกลับมาก่อนเข้าโรงหนัง แล้วแถวที่นั่งในโรงหนังอย่างที่ทราบเป็นขั้นบันได ต้องยกวีลแชร์อย่างเดียวเลย ไม่มีสโลปหรือทางลาด”

ลิปดา กล่าวถึงการขยายผลจากโครงงานวิจัยในห้องเรียนก่อนเปิดตัวสู่โลกภายนอกอย่างจริงจังต่อมาว่า พอเรียนจบแล้วก็มาคุยกันในกลุ่ม แต่ละคนมีงานประจำกันอยู่แล้ว คุยกันว่าเราทำกันมาตั้งเยอะแล้ว ทำกันสองส่วนคือ คือจัดกิจกรรม อย่างที่ได้เล่าให้ฟัง และอย่างที่สองคือการรวบรวมข้อมูลของสถานที่มาทำเป็นเว็บไซต์ ข้อมูลยังมีประโยชน์ ถ้าทิ้งก็เสียดาย และการดูแลเว็บไซต์จริงๆ เหมือนกับเราใช้ชีวิตทั่วไป ไม่ได้ลำบากอะไร ไปที่ไหนถ้าเห็นว่ามีข้อมูลตรงนี้ก็แค่ถ่ายรูปใส่รายละเอียดแล้วก็แชร์ลงไป เราก็ใช้ชีวิตปกติ แค่จะวุ่นช่วงจัดกิจกรรมบ้างหน่อย

“แล้วมาเรื่องของเงินทุนตั้งต้น แรกเริ่มเป็นเว็บที่ไม่ได้เสียเงินเยอะ ใช้พวกเว็บฟรีไปก่อน แล้วเพื่อนก็มาครีเอทให้ ช่วยกันหลายคน ใครเห็นที่ไหนก็ส่งมาแชร์กัน ทุกวันนี้นอกจากเราไปเซอร์เวย์เองแล้วมาใส่ ก็มีพี่ๆ คนพิการที่ไปเที่ยวแล้วเขาก็ส่งกลับมาให้เราด้วย”

เมื่อถามถึงจำนวนที่ปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับรถวีลแชร์ที่เข้าถึงมีจำนวนเท่าไหร่แล้ว ลิปดา ตอบว่า รวมแล้วทั้งต่างประเทศด้วยประมาณ 1,500 จุด เฉพาะกรุงเทพฯ มีประมาณ 300 จุด มีทั้งที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ก็ส่งกันมา เพราะใครไปเที่ยวไหนก็จะแจ้งมากันเยอะแยะ ส่วนใหญ่จะประทับใจญี่ปุ่นมาก อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการดีมาก ตั้งแต่ออกจากรถไฟก็มีบริการให้แล้ว มีแบบไม้กระดานมาพาดให้เอาวีลแชร์ออกมาได้ ส่วนสถานที่ของเมืองไทยที่อำนวยความสะดวกดีที่สุด คือ ห้างสรรพสินค้า ส่วนโรงหนังจะเป็นอีกเลเวลหนึ่งคือ มีบางส่วนที่สะดวกแต่ก็ต้องมีคนช่วย

พอจะเล่าถึงจุดที่รู้สึกว่าสะเทือนใจมีบ้างไหมกับการทำงานอย่างนี้ ลิปดา ตอบว่า ส่วนใหญ่จะมีคน In Box เข้ามาถามถึงสถานที่ต่างๆ ว่าพาไปได้ไหม อยากพาคุณพ่อคุณแม่ที่แก่ๆ แล้วไป คืออยากจะไปแต่เรากลับไม่มีข้อมูลเหล่านั้นให้เลย มันก็คิดเหมือนกันนะ คือเว็บเราก็น่าจะรวบรวมข้อมูลได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม บางที่ที่เขาอยากไปเราก็ไม่มีข้อมูลให้

ถามอีกว่า การทำงานเชิงช่วยเหลือสังคม มีเอกชนรายใดที่จะเข้ามาขอสนับสนุนมีบ้างไหม ลิปดา กล่าวว่า หลักๆ จะไปขอสนับสนุนตอนจัดอีเวนต์มากกว่า ได้รับการตอบรับพอควร ส่วนใหญ่เจ้าของสถานที่โอเค ระยะเวลาการจัดส่วนใหญ่จะจัดปีละครั้ง เมื่อก่อนก็เทสต์บ่อยพอควร เช่น พาไปดูหนังเป็นแค่อีเวนต์เล็กๆ จัดตอนดูหนังเฉยๆ แล้วก็มีพาไปมิวเซียมสยาม ส่วนต่างจังหวัดพาไปเที่ยวพัทยา ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. ต้องไปสำรวจกันก่อนว่าสะดวกแค่ไหนห้องน้ำ เพื่อให้แต่ละคนได้แวะกันบ้าง

เมื่อถามถึงความประทับใจจากการทำกิจกรรมร่วมกับคนพิการ ลิปดา บอกว่า “จริงๆ เป็นคนชอบไปโน่นไปนี่อยู่แล้ว คิดว่าคนอื่นก็น่าจะเป็นเหมือนกัน แล้วก็มีแก๊งหนึ่งมีรถแรลลี่ขับไปกันเอง เป็นแก๊งคุณลุงอายุมากแล้ว แบบวัยเกษียณไปเลย เขามาเป็นแก๊ง ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าเป็นใครก็อยากจะไปออกไปเปิดหูเปิดตา”

ส่วนการเดินของคนพิการที่ใช้วีลแชร์จะต้องใช้คนช่วยด้วยมากแค่ไหนนั้น ลิปดา บอกว่า มีทั้งไปเองส่วนตัวกับมีบัดดี้คอยช่วย คนพิการมีทั้งแบบที่ใช้วีลแชร์ชั่วคราวก็มี บางคนเป็นโปลิโอ พอเดินได้นิดหน่อย อาจจะเดินไปใช้รถวีลแชร์เอง ส่วนรายที่เป็นหนักแต่ใจสู้ก็มีตอนพาไปดูหนัง พี่คนหนึ่งต้องนั่งวีลแชร์ไฟฟ้า เพราะร่างกายขยับได้แต่คอช่วงบนเท่านั้น

ทำงานแบบนี้ย่อมต้องมีเสียงสะท้อนจากคนพิการให้ฟังบ้าง ลิปดา กล่าวว่า “คนพิการมีหลายแบบ อย่างคนที่กล้าออกไปข้างนอกจะกล้าออกอยู่แล้ว แต่อันหนึ่งที่มีคอมเมนต์กลับมาหลังจบงานว่า เป็นลูกคนหนึ่งที่พาแม่ไปเที่ยว หลังจากไปร่วมงานแม่ มีพัฒนาการดีขึ้น แม่ขยันไปกายภาพบำบัดมากขึ้น หวังว่าจะได้ออกไปข้างนอกอีก ทำให้รู้สึกดีขึ้นในการออกมาอยู่กับคนข้างนอก ฟังแล้วน้ำตาจะไหล”

ถึงตอนนี้ช่องทางสื่อสารของ wheel-go-round ออกสู่โลกออนไลน์เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จะขยายช่องไปต่ออย่างไร ลิปดา กล่าวว่า “ก่อนนี้เคยทำเป็นแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน แต่เนื่องจากมีการอัพเดทหลายครั้ง ในกลุ่มเลยคิดว่าทำเป็น Web Based ดีกว่าเพื่อให้มือถือทุกเครื่องเข้าถึงได้หมด ทำให้คอนเซ็ปต์ของ wheel-go-round เลยเป็นแบบนั้น แต่ก็ส่วนใหญ่มีการสื่อสารผ่าน FB มากกว่า Inbox เข้ามาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวมาบอกว่าวีลแชร์เข้าได้นะ ได้รับความร่วมมือด้วย”

ส่วนใหญ่งานที่ทำจะเหนื่อยช่วงไหนที่สุด เห็นว่าจะไปไหนยังต้องมีเซอร์เวย์ด้วย ลิปดา บอกว่า ส่วนใหญ่จัดอีเวนต์จะเหนื่อยมาก อย่างตอนไปร่วมกิจกรรมถ่ายรูป เราไปรับน้องๆ พิการจากบ้านปากเกร็ด รถที่ไปรับก็ไม่มีรถที่จะขนวีลแชร์ขึ้นไปได้ ก่อนจะไปได้รถเมล์ กทม.มา ปรากฏว่ามีแค่ 2 คันในประเทศไทย ติดไฮโดรริกแบบยกขึ้นห้องผู้โดยสารได้ ปรากฏว่าวันนั้นที่จัดพีคมากคือรถเมล์ไปรอรับเลย แต่ดันเสียในวันนั้นอีก แล้วอีกคันก็ปล่อยรถไปแล้ว ขรุขระตลอดทางไปเหมือนกัน

ผู้พิการที่ไปร่วมทริปกับ wheel-go-round มีมากสุดอายุเท่าไหร่ ลิปดา ตอบว่า ที่เคยร่วมกิจกรรมกันมา มีถึงอายุ 80 ปี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะร่วมกับเรา บางทีเขารวมกลุ่มนัดเจอกันเองเลย มีการแชร์การใช้ชีวิตหลังจากงานด้วยกันได้อีก ไปต่อยอดกันเองด้วย

หลังจากนี้มีการวางแผนกันอย่างไรต่อ ลิปดา กล่าวว่า “เอาจริงๆ นะคะ ไม่อยากให้มีเว็บของเราเลย เพราะอะไร นั่นหมายความสถานที่ต่างๆ มันดีพอแล้วที่ไม่จำเป็นต้องมาแชร์กัน ยิ่งพอได้ไปต่างประเทศแล้วก็รู้สึกเลยว่า ต่างประเทศไม่เห็นต้องมาสังเกตเลยนะว่าทางเข้ามันมีหรือไม่มี มีทั้งที่จอดรถคนพิการเลย แต่สำหรับเมืองไทยที่จอดรถคนพิการน้อยมา มีน้อยยังไม่เท่าไหร่ แต่รู้สึกไม่โอเคอย่างมากที่จอดรถคนพิการถูกคนปกติมาใช้สิทธิทับแทนที่ มีพี่คนหนึ่งที่เขาค่อนข้างแอ็คทีฟกับที่จอดรถคนพิการ ถึงขั้นไปถ่ายรูปถ่ายคลิป อย่างนั้นก็จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งของคนพิการ จะเป็นสไตล์การแฉ อาจจะไม่ใช่แบบของเรา”

 

ลิปดา เล่าต่ออีกว่า เราเคยเอาโครงการ wheel-go-round ไปประกวดที่ต่างประเทศ แล้วก็เข้ารอบไปแข่งต่อที่สหรัฐอเมริกา พวกเรามีโอกาสไปเดินดูตามบ้านเมืองเขา คือคนนั่งวีลแชร์ก็มาคนเดียว นั่งไปตลาดไปไหนต่อไหนได้เลย ข้ามถนนได้ ใช้ชีวิตตามปกติ แต่พอตัดภาพมาเมืองไทย แค่จะหาที่นัดคุยกับพี่ที่นั่งวีลแชร์ก็ลำบากแล้ว จะต้องนัดในสถานที่ที่สะดวก หรือไม่ก็ต้องไปรบกวนคนอื่นมาช่วยด้วย ภาพมันต่างกันมาก ถามว่าพี่เขาออกมาคนเดียวได้ไหม จริงๆ ก็ทำได้ ถ้าสถานที่มันเอื้ออำนวย

นอกจากจะทำเว็บเพจอำนวยคนพิการคนไทยแล้ว แล้วต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยล่ะ ลิปดา กล่าวว่า ในเว็บเราทำสองภาษา ก็มีการคอมเมนต์ต่างๆ เข้ามาเหมือนกัน หลักๆ คือลงสถานที่ในไทยเป็นหลัก ช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าที่ไหนมีการเชื่อมอำนวยความสะดวกให้บ้าง เคยไปแรนดอมขอตามร้านอาหาร แต่เขาไม่ค่อยสนใจเพราะมองว่ากลุ่มลูกค้าแบบนี้มันไม่เยอะหรอกสำหรับเขา ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย เพราะมองว่าธุรกิจดีอยู่แล้ว จะต้องไปปรับเพิ่มทำไม

“แต่ที่ดีๆ ก็มีนะคะ เคยแชร์แบบว่าที่ โรงงานเซรามิก จ.ราชบุรี เราแชร์ไปว่าที่นี่มีห้องน้ำคนพิการ แต่ทางเข้าข้างหน้ามีกระถางต้นไม้ขวาง มีพื้นขรุขระ ทางโรงงานเข้ามาถามเลยว่า ถ้าแบบนี้ต้องทำยังไง ปรากฏว่าโรงงานก็ทำทางให้ใหม่เอาเซรามิกปูเป็นทางเลย ปรับทางให้ดีขึ้นเลยแล้วยังส่งรูปมาให้ดูด้วยว่าปรับแล้วนะ คือบางทีคนที่ทำให้ก็อาจจะไม่รู้ด้วยว่าใช้ได้ไม่ได้”

ลิปดา ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงการทำหน้าที่ของเพื่อนร่วมกลุ่มว่าจะยังทำงานนี้ต่อไป พยายามหาจุดอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น ลึกขึ้น หวังว่าสักวันหนึ่ง สำหรับประเทศไทยจะเปิดพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการเหล่านี้มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาอำนวยความสะดวกแล้วฟรีหรือมองเป็นภาระ เพราะหลายคนพร้อมจะเสียเงินเหมือนคนปกติอยู่แล้ว เรื่องของอุปสรรคไม่ใช่ปัญหา ต่างพร้อมช่วยเหลือตัวเอง แค่เปิดใจเปิดพื้นที่ให้บ้างก็พอ.