ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ วิ่งเพื่อคนที่เรารัก-วิ่งสู่ชีวิตใหม่

การสูญเสียภรรยาด้วยโรคร้ายได้พลิกชีวิตให้ผู้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำรณรงค์ให้คนลุกขึ้นมา "รักสุขภาพ" ด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการ "วิ่ง"

ชีวิตของคนๆ หนึ่งจะมีจุดพลิกผันไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับ "ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์" นักแสดงมากความสามารถ ที่การสูญเสียภรรยาด้วยโรคร้ายได้พลิกชีวิตให้ผู้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำรณรงค์ให้คนลุกขึ้นมา "รักสุขภาพ" ด้วยการออกกำลังกายด้วยการ "วิ่ง" เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว

ทนงศักดิ์ เล่าว่า ในวันที่ภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูกระยะสุดท้าย และนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้น ทุกเช้า เขาจะออกไปวิ่งออกกำลังกาย โดยข้ามถนนไปวิ่งที่สวนลุมพินี ภาพที่เห็นคือ ผู้คนที่มาออกกำลังกายที่สวนลุมต่างมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และหลังจากวิ่งเสร็จแล้ว ก็เดินข้ามถนนกลับมาที่โรงพยาบาล เดินผ่านผู้ป่วยที่นั่งเฝ้ารอการรักษาจากหมอด้วยความทุกข์ทรมาน สีหน้าผู้ป่วย สีหน้าญาติๆ เต็มไปด้วยความทุกข์

"วันแล้ววันเล่า ผมเดินผ่าน 2 ภาพนี้ มันทำให้ผมเห็นว่า ถ.ราชดำริที่ขั้นอยู่ตรงกลางระหว่างภาพแห่งความสุข และภาพแห่งความทุกข์ ภาพเหล่านี้มันอยู่ในความคิดผม และในที่สุดภรรยาของผมก็เสียชีวิตลง"

จากภาพที่ทนงศักดิ์เห็นระหว่าง "ความทุกข์จากความเจ็บป่วย" กับ "ความสุขจากการออกกำลังกาย" เป็นแรงบันดาลใจที่อยากให้เขา "ส่งสาร" ไปสู่สังคม

"โจทย์อยู่ที่ว่า ผมจะสื่อข้อความออกไปอย่างไรเพื่อให้คนหันมามองผม มาฟังสิ่งที่ผมอยากบอกว่า ผมไม่อยากเห็นทุกครอบครัวต้องสูญเสียคนอันเป็นที่รักไปก่อนวัยอันควร เพราะมันเป็นความเจ็บปวด เป็นความเศร้า และผมอยากบอกข้อความที่ว่า ความจริงแล้ว สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นคุณสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของเรา ที่เราควรจะรักษาและดูแลมันเอาไว้ ซึ่งสิ่งที่ผมต้องคิดต่อไป คือ ผมต้องทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดความท้าทาย แล้วทำให้คนรู้สึกว่า มันเป็นไปไม่ได้"

ซึ่งกิจกรรมนั้นคือ "การวิ่งระยะไกล"

"วิ่งเพื่อคนที่เรารัก ถ้าเราอยากจะดูแลคนที่เรารักไปนานๆ เราต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง" เขาอธิบายคอนเซ็ปต์

โครงการ "RUN FOR THE ONE WE LOVE" หรือ "วิ่งเพื่อคนที่เรารัก" มาราธอนการกุศลทางไกลครั้งประวัติศาสตร์ "กรุงเทพฯ-ดอยตุง" ระยะทาง 965 กิโลเมตร

"มีคนถามผมเหมือนกันว่าบ้าหรือเปล่าที่จะไปวิ่งขนาดนั้น ซึ่งผมก็คิดว่า ถ้าไม่บ้าก็ไม่มีคนดู ซึ่งความบ้าของผมก็ทำให้เกิดคนที่บ้าตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น นักแสดง นักร้อง นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ลุกขึ้นมาวิ่งกันทั่วประเทศ"

"ซึ่งทั้งหมดมันเกิดขึ้นด้วย ความบ้าของผมครั้งนั้น"

โครงการก็ประสบความสำเร็จลงด้วยดี นำรายได้จากการจัดงานมอบให้กับสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งไขกระดูกและสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้

นับตั้งแต่นั้นมา ทนงศักดิ์ ก็จัดงานวิ่งทุกปี เพื่อส่งข้อความไปสู่สังคมให้หันมาดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รวมถึงทำการรณรงค์ผ่านสื่อภาพยนตร์ "รัก 7 ปี ดี 7 หน" เพื่อสื่อสารไปถึงคนรุ่นใหม่

"ที่ผ่านมา นักวิ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผมจึงพยายามมุ่งไปที่คนรุ่นใหม่ ผมเชื่อว่าเพลง และภาพยนตร์ คือ แรงบันดาลใจชั้นดีให้กับทุกคน"

อย่างไรก็ตาม ทนงศักดิ์ ตระหนักว่า "ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ" การจะพาให้คนอื่นลุกขึ้นมาวิ่งจริงๆ วิ่งอย่างถูกวิธี "เราต้องสอนเขาก่อน สิ่งสำคัญ คือ การเริ่มต้นอย่างถูกวิธี"

ทนงศักดิ์ เปิดคลินิกสอนวิ่งที่สวนลุมพินีในวันเสาร์-อาทิตย์ ภายใต้ "โครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่" ซึ่งเป็นโครงการที่จะดันนักวิ่งหน้าใหม่เข้าสู่สนามวิ่ง

"ในวันที่ปล่อยตัวนักวิ่ง ผมยืนดูด้วยความปีติ ทุกคนเข้าสู่เส้นชัยด้วยสภาพร่างกายการที่สดชื่น การวิ่งสู่ชีวิตใหม่ในวันนั้น ได้สร้างนักวิ่งหน้าใหม่จนกลายเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายทีเดียว"

การรณรงค์ให้คนมารักสุขภาพด้วยการวิ่ง ไม่ได้ทำเพียงแค่จัดกิจกรรมวิ่งเท่านั้น แต่ทนงศักดิ์ยังลงไปเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าะเป็นเครือข่ายเหล้า บุหรี่ ที่เขาเข้าไปเป็นวิทยาการสร้างแรงบันดาลใจ

"อย่างเรื่องบุหรี่ ผมไม่บรรยายเรื่องบุหรี่ แต่ผมบรรยายว่า เปลี่ยนได้รับสารนิโคตินจากบุหรี่ มาเสพติดสารเอ็นโดฟินจากการวิ่งกันไหม หรือแอลกอฮอร์ เปลี่ยนจากอยู่ในวงเหล้า 2- 3 ชม. มาทำให้สุขภาพแข็งแรงด้วยการลงสนามวิ่งกันไหม"

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ทุ่มเทรณรงค์ ปัจจุบันมีนักวิ่งเกิดขึ้นมากมาย และงานวิ่งให้นักวิ่งไปร่วมวิ่งกันทุกสัปดาห์

"เมื่อปี 2540 มีตัวเลขนักวิ่ง ทั่วประเทศ 5 ล้านคน ปัจจุบันมีตัวเลข 12 ล้านคน และเราจะเห็นว่ามีนักวิ่ง วิ่งกันเป็น 100 ก.ม. 200 ก.ม. รวมถึงออกไปวิ่งต่างประเทศกันแล้ว และเราก็จะเห็นว่า การเปิดรับสมัครวิ่ง เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเต็มได้ รวมทั้งอุปกรณ์การวิ่ง ทั้งรองเท้า ชุดกีฬา ขายกันอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว และในอนาคต ผมเชื่อว่า เราจะต้องมีรายการทีวี ที่เกี่ยวกับเรื่องวิ่ง ผมเชื่อว่า อนาคตจะมีการถ่ายทอดสดเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน 3-4 ชม.จะมีคนนั่งดูกัน ด้วยความสนุก"

ทุกวันนี้ การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายคนนี้ไปแล้ว แม้กระทั่งในวัน "วิวาห์" ครั้งใหม่ เขานำการวิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแต่งงาน

"ผมรณรงค์เรื่องการวิ่งอยู่แล้ว จึงอยากให้เรื่องนี้มาผูกกับการแต่งงานด้วย ในวันนั้น เราต้องแห่ขบวนขันหมากมารับเจ้าสาว ซึ่งการรับเจ้าสาวคนอื่นอาจจะขับรถไป แต่ของเราใช้การเดินหรือวิ่งเอา ซึ่งก็ถือว่าประสบความเร็จ รวมทั้งได้รับความสนใจจากสื่มวลชนมากมาย มีการแชร์เรื่องราวเหล่านี้ไปมากกว่าหมื่นๆ แชร์"

จากจุดพลิกผันที่เศร้าที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนนี้ วันนี้ นำมาซึ่งความสุขที่สุดในชีวิตเช่นกัน

"การวิ่งสอนให้เราเรียนรู้ ทุกครั้งในการวิ่งเราจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น มันทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของผมแข็งแรง และทำให้หัวใจที่เคยอ่อนแอของผม กลับเป็นผมใจที่แข็งแรงอ่อนโยน

เหงื่อที่ไหลซึมออกมา มันย้อนกลับไปล้างหัวใจของผมที่มันมีคราบสกปรกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ผมเห็นว่า ร่างกายที่แข็งแรงของผม มีจิตใจที่แข็งแกร่ง และผมมีความสุขในการแบ่งปัน สุขภาพดี ไปสู่ผู้อื่น และผมมีความรู้สึกว่า ความสุขนั้น ไม่ใช่แค่ความสุข แต่มันกลายเป็นความปีติ" ทนงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย