ป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้หญิงแกร่งผู้เด็ดเดี่ยวในจุดยืน เด็กทุกคนมีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง

เป็นอีกหนึ่ง “ผู้หญิงแกร่ง” ที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเด็กและเยาวชนมานานนับ 10 ปี

“ป้ามล-ทิชา ณ นคร” ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ผู้เปลี่ยนชีวิตของเด็กต้องโทษให้กลายเป็นคนดีของสังคม ด้วยกระบวนการเรียนรู้ระหว่างที่ต้องตกเป็นผู้ต้องขัง เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะชีวิต คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ก่อนกลับออกสู่โลกภายนอก

สิ่งที่ป้ามลทำอาจสวนกระแสกับความเชื่อของใครหลายคน แต่ป้ามลก็ยังคงเชื่อมั่นในอุดมการณ์และก้าวเดินต่ออย่างกล้าหาญและมั่นคง

ป้ามล ยอมรับว่า สิ่งที่พูดและทำอยู่ทุกวันนี้ มีไม่กี่เรื่อง นั่นคือ เรื่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว และยืนยันว่า จะพูดและทำต่อไป โดยเฉพาะเรื่องของเด็กที่อยู่ในมุมมืดของสังคม

“ประเทศไทยมีข่าวที่ก่ออาชญากรรมปีละหลายๆ ครั้ง แต่ป้ายืนยันว่า ไม่มีใครเกิดมาเพื่อมาเป็นคนอำมหิต การมีอาชญากรเด็กคนหนึ่ง สาเหตุเกิดจากส่วนผสมอันสำคัญของการตัดสินใจและไม่ตัดสินใจของรัฐ เพราะยังมีเด็กจำนวนมหาศาล ถูกให้ออกจากโรงเรียนเป็นแสนคน และเด็กแสนคนนั้น ถูกให้ออกจากโรงเรียนในวัยที่เขายังเล็กนัก ไม่มีเป้าหมายในชีวิต” ป้ามลกล่าว แล้วตั้งคำถามกลับว่า

“แล้วเด็กเหล่านี้จะไปทำอะไรในฐานะผู้แพ้ของสังคม”

ซึ่งนี่คือ “ราคาที่เราต้องจ่ายกับประเทศนี้ กับการที่เรามีเด็กออกมาก่ออาชญากรรม”

ป้ามล ยกตัวอย่าง เด็กบ้านกาญจนาฯ คนหนึ่ง อายุ 16 ปี ที่เขาไม่รู้ว่า ตัวตนและคุณค่าของเขาอยู่ที่ไหน แล้ววันหนึ่ง เขาก็ปล้นร้านค้า 16 แห่ง และได้เงินมาไม่กี่พันบาท การที่ทำการปล้นร้านค้าถึง 16 แห่ง มันคือ คำตอบของเด็กคนนี้ เพราะทำให้เขาที่เคยเป็น ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีตัวตน ไม่มีคุณค่า มันเปลี่ยนไปทันที แล้วเขาก็ได้ฉายาใหม่ว่า “16 ปล้น” ซึ่งฉายานี้ทำให้เขามีตัวตน กลายเป็นคนที่มีคุณค่า มีความหมาย มีพื้นที่ขึ้นมา

“ราคาที่เด็กต้องจ่ายเพื่อหาตัวตนของตัวเองแพงมาก ทั้งๆ ที่ถ้าผู้ใหญ่ออกแบบสังคมดีๆ เด็กก็ไม่ต้องไปไกลถึงขนาดนั้น”

แม้การทำงานจะมีแรงเสียดทานจากทุกด้าน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่ “โซเชียลมีเดีย” ทรงอิทธิพลกับคนในสังคมสูง หากป้ามลก็ยังยืนหยัดไม่ถอย

“วันหนึ่ง ดิฉันไปออกรายการทีวีรายการหนึ่ง ก็ได้พูดตามความเชื่อของตัวเอง ปรากฎว่า หลังจากที่ดิฉันพูดเสร็จ ก็มีคอมเม้นท์สักหลายร้อยคอมเม้นท์ทะลักเข้ามา ไม่มีแม้แต่คอมเม้นท์เดียวที่จะพูดว่า สิ่งที่ดิฉันพูดนั้นใช่ แต่สิ่งที่ได้คือ อยากให้คนไทยรุมตีทิชาจนตายจะได้หายแค้น บางคนบอกว่า รับมันไปเป็นผัวเลยป้า บางคนบอกว่า เพราะมีคนโลกสวยอย่างคุณทิชาเนี่ยแหละ พวกเอ็นจีโอสมองปลวก สังคมก็เลยเสื่อม”

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ป้ามลกลับมาตั้งคำถามกับสังคมไทยว่าเกิดอะไรขึ้น?

“เราเห็นปัญหาของปัจเจกล้วนๆ แต่เราไม่เคยเห็นปัญหาของระบบว่า มันพิกล พิการตรงไหน เราไม่รู้ว่า ลูกหลานเรา เป็นเหยื่อของระบบที่มันอ่อนแอ พิการ โดยที่รัฐไม่เคยทำอะไรกับมันเลย”

จากความเชื่อเหล่านี้ เมื่อได้เข้ามาทำงานที่ “ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก” ป้ามลจัดการ “โละระบบเก่า” และสร้าง “ระบบใหม่” ของที่นี่ขึ้นมา

“ประเทศไทยมีคุกเด็กทั้งหมด 19 แห่ง บ้านกาญจนาฯ คือ หนึ่งในนั้น แต่ที่นี่เป็นแห่งเดียวที่ให้เอ็นจีโอ ซึ่งเป็นคนนอกเข้ามาบริหารหน่วยงานภาครัฐ แน่นอนเมื่อดิฉันเข้าไปที่นั่น ดิฉันถูกขอให้ทำแบบรัฐ”

“ซึ่งดิฉันเคยตั้งคำถามกับผู้ใหญ่กระทรวงยุติธรรมว่า ถ้าให้ดิฉันทำเหมือนคุณ เอาดิฉันมาทำไม”

ป้ามลรื้อระบบเพราะรู้ว่าภายในวัฒนธรรมคุกเป็นวัฒนธรรมแห่ง “อำนาจ” อย่างมาก

“ดิฉันไม่รับมรดกทางความคิด ทุกประการที่รัฐปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน เพราะเราพบว่า ยิ่งใช้อำนาจ ยิ่งไม่มีอำนาจ”

ทุกวันนี้ บ้านกาญจนาฯ รับเด็กมารุ่นที่ 80 แล้ว

“ทุกคนที่มาถึงวันแรก จะต้องถูกกอด ถูกผูกข้อมือ ถูกรับขวัญ และระหว่างที่ดิฉันกอดเด็กๆ ดิฉันก็พูดกับเขาว่า ป้าเชื่อว่า ในตัวหนูมีคนอีกคน คนดีคนนั้นที่อ่อนแอเหลือเกิน บ้านกาญจนาอยากเชิญคนนั้นกลับมา”

นอกจากการปฏิบัติต่อเยาวชนโดยไม่ใช้อำนาจแล้ว อีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่ป้ามลนำเข้ามาใช้ในการกล่อมเกลาจิตใจของเด็กให้เป็น “คนดี” คือ การทำงานจิตอาสา

“มีบทเรียนอีกอันหนึ่งที่มันไม่ใช่อัตลักษณ์ของคุก ไม่มีในดีเอ็นเอของคุก แต่มันจำเป็นต้องเกิดขึ้นในคุกให้ได้ ก็คือ การออกไปเป็นจิตอาสาข้างนอก” ป้ามลย้ำ

“เด็กเป็นหนึ่งในคนไทย 65 ล้านคน เป็นหนึ่งใน 2,700 ล้านคนของโลก ความรู้สึกที่ตัวเองไม่มีตัวตน มันยังอยู่ และในกำแพงคุกไม่สามารถเยียวยาสิ่งเหล่านี้ได้ ต่อให้คุณไปขังคุกกี่ปีเขาก็ไม่เปลี่ยน บ้านกาญจนาฯ จึงเลือกที่จะเอา เด็กเหล่านี้ออกจาสถานควบคุม ไปทำงานจิตอาสาข้างนอก ซึ่งนี่คือ เสรีภาพ ความหอมหวานที่มนุษย์ต้องการ ความรู้สึกที่จะทำให้รู้สึกว่า เราเป็นคนไทยใน 65 ล้านคนในแผ่นดินนี้”

เด็กเหล่านี้ได้ออกไปพบเจอเสรีภาพและซึมซับคุณค่าความเป็นคนจากการได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เป็น “ผู้ให้” จากน้ำใสใจจริง ทั้ง ไปช่วยเป็นจิตอาสา สึนามิ เมื่อปี 2549 หรือในเหตุการณ์โคลนถล่ม และอีกมากมาย

“ในเหตุการณ์แบบนี้ เราไม่พบเลยว่า เด็กจะหนีออกไป และเราพบว่า การไปอยู่ในพื้นที่ไปร่วมทำงานอาสากับคนอื่นๆ ความเป็นมนุษย์ของเด็กๆ ที่มันหลุดหายไป ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่เขาไปฆ่าใคร มันถูกกอบกู้ขึ้นมา ด้วยบริบทขอการเป็นจิตอาสา เราเห็นแววตาความเป็นมนุษย์ของเด็กๆ ความเศร้า ความเห็นใจ มันมีเต็มไปหมด”

ซึ่งนี่คือความ “กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ”

“การพาเด็กออกไปทำงานจิตอาสา ดิฉันไม่เคยขออนุญาติอธิบดี ปลัด รัฐมนตรี เพราะรู้ว่าการขอมันยุ่งยากมาก ไม่ใช่ว่า ดิฉันไม่เคารพ ดิฉันเคารพ แต่บางเรื่อง เรามีดุลยพินิจ และต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจ”

“ดิฉันเคยถามผู้ใหญ่ว่า ถ้าคุณไม่เปิดโอกาสให้คนทำงาน ปกป้องจุดยืนของตัวเอง เราจะไปปกป้องใครได้ แม้แต่จุดยืนที่เขายืนเหยียบอยู่ คุณก็ไม่ให้เค้าปกป้อง แล้วเขาจะไปปกป้องใคร”

ท้ายที่สุด ป้ามลยกตัวอย่างบทความของเด็กบ้านกาญจนาฯ คนหนึ่งที่ตอนนี้ได้ออกไปลิ้มรสอิสรภาพแล้วว่า

“ชีวิตของผม ผ่านผู้ใหญ่มาหลายคน พวกเขาเห็นด้านมืดของผมเป็นของเล่น ด้านมืดของผมจึงแข็งแรง วัยเด็ก –วัยรุ่นของผม ผมได้พรากคนหลายชีวิต เมื่อผมได้มาอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ป้าและเจ้าหน้าที่พยายามหาด้านสว่างของผม ซึ่งหายากมาก แต่เขาก็หาจนเจอและขยายมัน วันนี้ ผมชอบคนๆ นี้มาก ผมจะดูแลรักษาเขาให้แข็งแรง ผมคือ ผู้รอดแน่นอนครับ”

จากบทความของผู้รอดคนนี้ ป้ามล บอกทิ้งท้ายว่า กระบวนการเหล่านี้ มันไม่ใช่การเยียวยาอยู่ในกำแพงเท่านั้น หน้าที่ของเราก็คือ ทลายกำแพงนั้นออกมา

“แน่นอนอาจจะมีเด็กบางคนหลุด แต่เด็ก 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ รอดจากการที่เราไม่ใช้อำนาจในแนวดิ่งกับเขา”