อรุณี ศรีโต จาก "แรงงาน" สู่ "แกนนำ" ขับเคลื่อนสังคม

จากเด็กบ้านนอกเข้ามาทำงานเป็น "ฉันทนา" ในโรงงานทอผ้า เธอต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมสารพัด แต่สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ "อรุณี ศรีโต" หรือ "ป้ากุ้ง" แข็งแกร่ง

จากเด็กบ้านนอกเข้ามาทำงานเป็น "ฉันทนา" ในโรงงานทอผ้า เธอต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมสารพัด แต่สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ "อรุณี ศรีโต" หรือ "ป้ากุ้ง" แข็งแกร่ง จนกลายมาเป็น "แกนนำ" ในการทวงสิทธิที่ประชาชนพึงมีพึงได้จากรัฐ กลายมาเป็นที่พึ่งของ "ชนชั้นแรงงาน"

อรุณี ย้อนเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของเธอว่า เริ่มตั้งแต่อายุ 14 เธอเป็นแรงงานอพยพเข้ามาทำงานที่โรงงานทอผ้า ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายขั้นต่ำ ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ต้องอยู่หอพัก ห้องหนึ่งนอนรวมกัน 10 คน งานที่ทำก็หนักมาก เพราะเป็นงานไม่มีที่นั่ง ต้องเดินตลอด

"รู้สึกว่าเป็นงานที่ลำบากกว่าทำนา ทำนาเหนื่อยมากๆ ก็ยังนั่งพักใต้ต้นไม้ได้ หรือไปทำงานสายหน่อยก็ได้ แต่โรงงานต้องตอกบัตรให้ตรงเวลา ทุกอย่างต้องอยู่ในระเบียบ ขณะที่ค่าแรงก็ได้วันละ 10 บาท ทำงาน 8 ชั่วโมง" อรุณีเล่าถึงชีวิตช่วงแรกที่เปลี่ยนจากสาวชาวนามาเป็นสาวโรงงานทอผ้า

ทำงานมาได้ 2 ปี ก็เกิดเหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2516 อรุณีได้ไปร่วมเดินขบวนต่อต้านเผด็จการร่วมกับนักศึกษา ทำให้เรียนรู้วิธีการ "ต่อรอง" ซึ่งต่อมาภายหลัง เมื่อมีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ เหล่าแรงงานก็มีการสไตรก์เพื่อขอขึ้นค่าแรงกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โรงงานที่อรุณีทำอยู่

"ตอนนั้นเราก็ไปนั่งประท้วงกับเขาด้วย แต่ไม่ได้เป็นแนวหน้า ไปเป็นแนวผสมผสาน"

กระทั่งต่อมา ก็มีการเรียกร้อง "เงินแต๊ะเอีย" หรือสมัยนี้เรียกว่า "โบนัส" ซึ่งเถ้าแก่โรงงานจะให้ปีละหนึ่งครั้งช่วงวันตรุษจีน แต่จะให้ผู้ชายมากกว่า 50 แรง หรือ 500 บาท ให้ผู้หญิง 10 แรง หรือ 100 บาท

"สมัยนั้น โรงงานทอผ้าเป็นโรงงานขนาดใหญ่ เถ้าแก่ที่เป็นคนจีนจะให้แต๊ะเอียทุกปี แต่กลับให้ผู้ชายมากกว่า ทั้งที่โรงงานนี้อยู่ได้เพราะผู้หญิง เพราะมีคนงานหญิง 2,000 คน ขณะที่มีผู้ชายแค่ 200-300 คน และผู้ชายก็ยังทำงานสบายกว่ามาก เราก็คิดว่าทำไมไม่เท่ากัน จึงสไตรก์ว่าหากไม่เพิ่มแต๊ะเอียจะหยุดงาน ซึ่งสุดท้ายก็ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 แรง"

หลังจากนั้นก็มีการต่อรองเรื่องแต๊ะเอียกับเถ้าแก่ทุกปี โดยมีอรุณีเป็นหนึ่งในแกนนำ

"การเป็นแกนนำต่อรองเล็กๆ น้อยๆ ฝึกฝนให้เรารู้หลายๆ เรื่อง หนังสือเขียนไม่ค่อยถูก ก็ไปเรียนกศน. ขบวนการเหล่านี้ได้หล่อหลอม ฝึกฝนไปด้วย เหมือนโรงเรียน และเราก็สังเกตวิธีการเจรจา จนกระทั่งเราเป็นผู้นำเต็มตัว เราก็รู้ว่า การต่อรองพูดดีๆ ก็ได้ เราชมเขาบ้างก็ได้ ขบวนการเหล่านี้ เราเรียนรู้จากโรงงาน"

จากที่เป็นแนวร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมต่างๆ ในโรงงาน ทำงานเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ เหรัญญิก ต่อมาอรุณีได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นเป็น "ประธานสหภาพแรงงาน" แทนผู้นำชายคนเก่าที่ขอถอนตัวออกไป

"ตอนที่เขามาเสนอให้ดิฉันเป็น ดินฉันก็ตอบรับไปว่าขอลองดูก่อน ว่าไหวหรือไม่ไหว ซึ่งตรงนี้ก็ขอฝากผู้หญิงทุกคน ถ้ามีคนเสนอตำแหน่งอะไรมาให้ ผู้หญิงอย่าปฏิเสธ แต่ให้ลองทำดูก่อน พอเป็นแล้ว ความตั้งอกตั้งใจ ฝึกฝน ก็ทำให้เราทำได้ อย่าเพิ่งไปบอกว่าทำไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ลองเลย"

ซึ่งการขึ้นเป็นประธานสหภาพแรงงานของอรุณี สร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานในโรงงานเป็นอย่างมาก เพราะสามารถต่อรองขอสิ่งที่เรียกร้องให้ได้

"การต่อรองได้นิดได้หน่อยก็ถือว่าเราชนะแล้ว แค่นี้แรงงานก็พอใจ ซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆ ไม่มีอะไรได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องมีธงในใจว่าเราอยากได้เท่าไหร่"

อย่างไรก็ตามช่วงหลังๆ นายจ้างเริ่มใช้นักกฎหมายมาเป็นผู้ต่อรอง ทำให้อรุณีต้องแสวงหาความรู้เพิ่ม ซึ่งนี่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การเป็นผู้นำนิ่งเฉยไม่ได้

"การที่เราเป็นผู้นำนิ่งเฉยไม่ได้ อะไรไม่รู้ก็ต้องแสวงหา ต้องพลิกแพลง เพราะข้อเรียกร้อง มันต้องได้บ้าง ได้นิดหน่อยก็ดีใจแล้ว"

ไม่ใช่แค่เป็นแกนนำต่อรองในโรงงานที่ทำงานอยู่ ต่อมาอรุณีเข้าไปเป็นกรรมการสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอการเย็บเสื้อผ้าและผลิตหนังประเทศไทย โดยเป็นการรวมกลุ่มกันของ 28 โรงงาน

"เราอยู่เดี่ยวๆ ต่อรองไม่ได้แล้ว ต้องมีการคุยกัน ช่วยเหลือกัน จะได้เกื้อหนุนกัน การไปเป็นกรรมการสหพันธ์ ตรงนี้เหมือนไปเรียนรู้โรงงานอื่นๆ เพราะงานสวัสดิการแต่ละโรงงานมีไม่เหมือนกัน"

ผลงานของอรุณีมีมากมาย ทั้งการเรียกร้องเรื่องแต๊ะเอียยกระดับผู้หญิงจนได้สูงสุด 45 แรง หรือ 450 บาท นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป ได้รับค่าแรงเป็นรายเดือนเหมือนผู้ชาย จากที่ก่อนหน้านี้ได้รับค่าแรงเป็นรายวัน ถ้าหยุดก็ไม่ได้ค่าแรง

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้หญิงท้องลาคลอดได้ 90 วัน ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่อรุณีลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมระดับชาติ

"คนงานหญิงทำงานหาเช้ากินค่ำ กฎหมายเดิมให้หยุดได้ 60 วัน แต่ได้ค่าแรง 1 เดือน เมื่อได้ค่าแรงแค่เดือนเดียว เขาก็ไม่หยุดถึง 60 วัน เพราะไม่มีรายได้ ค่าครองชีพบีบให้กลับไปทำงาน การให้นมลูก ยังไม่ให้เท่าไหร่ต้องกลับไปทำงานแล้ว แต่ถ้าได้หยุด 90 วัน และยังได้เงินเดือนด้วย เขาจะไม่เดือดร้อน ได้อยู่กับลูกนานหน่อย ซึ่งนี่เป็นความชอบธรรมที่ผู้หญิงควรจะได้"

อรุณีใช้เวลาในการเรียนร้องกฎหมายนี้เพียง 1 ปี ในปี 2536 กฎหมายก็คลอดออกมา เรียกว่า สร้างคุณูปการให้กับผู้หญิงทั่วประเทศ

นอกจากนี้ อรุณียังเป็นหนึ่งในแกนนำเรียกร้องให้มีกฎหมายประกันสังคม, รวมทั้งเรียกร้องให้มีข้อตกลงพิเศษในการชดเชยเยียวยากรณีเหตุสุดวิสัย และล่าสุด พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554

"ดิฉันได้ไปฟังสัมมนาเรื่องกฎหมายฉบับนี้ ก็พบว่าเป็นกฎหมายที่ดีมาก น่าจะมีกฎหมายนี้ตั้งนานแล้ว เพราะถ้ามีเราก็คงไม่ลำบากอย่างนี้ ถ้ามีกฎหมายนี้ ก็เหมือนเราหยอดกระปุกออมสิน แก่แล้วไม่ลำบาก ไม่อดอยาก"

ซึ่งการผลักดัน พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ ให้เกิดการบังคับใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อรุณีเผยว่า ต้องใช้ความอดทนมาก และต้องทนแรงเสียดทานให้ได้ เพราะต้องทำงานกับชาวบ้าน ต้องมีความกล้าหาญ เพราะบางเรื่องมีเรื่องนโยบาย ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงจะทำไม่ได้

"กฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ เกิดขึ้นตั้งแต่ 2554 พอรัฐบาลใหม่มาก็ยังไม่บังคับใช้เสียที โดยให้เหตุผลว่า เป็นนโยบายของพรรคการเมืองอื่น พรรคนี้ไม่เอา พอเกิดสถานการณ์อย่างนี้ เราก็ไปชวนแรงงานนอกระบบ ให้ไปดักเจอรองนายกฯ แต่ท่านก็บอกว่าให้ไปอยู่กับประกันสังคม จึงตัดสินใจรวบรวมรายชื่อแรงงานนอกระบบ และไปฟ้องศาลปกครอง พอขึ้นศาลชาวบ้านก็กลัว เราก็บอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะเป็นสิทธิของเรา เราจะชนะหรือแพ้ก็ไม่เป็นไร"

แต่ปรากฎว่า "ชนะ!" โดยบังคับใช้เมื่อปี 2558 โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขานรับกฎหมายนี้อย่างเต็มที่

"กฎหมายนี้มีความหมายกับแรงงานนอกระบบมาก เพราะแรงงานนอกระบบไม่มีสวัสดิการ เรื่องบำนาญก็ได้เพียงเบี้ยผู้สูงอายุ กองทุนการออมจะมาช่วยเขาได้ อาจจะได้ไม่มาก แต่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่ ถ้าเขาออม 100 รัฐจะสมทบเข้ามาอีก 100 และถ้าเดือนไหนมีสตางค์ ออม 200 รัฐก็จะให้ 200 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี และการออมเป็นเรื่องที่เมื่อแก่ไปแล้วจะไม่ลำบาก ดีกว่าได้แค่เบี้ยงสูงอายุ โดยเฉพาะกับคนที่ทำมาหากินไม่ไหวแล้ว ก็ไม่ต้องไปขอใครมาก อย่างน้อยก็มีค่ารถไปโน่นไปนี่ มีเงินทำบุญ มีเงินไปหาหมอ"

อย่างไรก็ตาม อรุณี บอกว่า แม้กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีคนเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรณรงค์เพื่อให้รับรู้และเข้าใจกันอย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน อรุณีเกษียณตัวเองจากโรงงานทอผ้า หลังจากทำมาตลอด 38 ปี แล้วมาเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมเต็มตัวโดยก่อตั้งสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา จัดตั้งเป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ศูนย์ให้คำปรึกษา ชุมชนไทยเกรียงพัฒนา ต.บางจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

จากประสบการณ์การทำงาน อรุณีจึงมีเคล็ดลับที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่ทำงานเพื่อสังคมได้

"ภาคประชาชนอย่างเราต้องทนแรงเสียดทานให้ได้ ตั้งใจทำงานจึงประสบความสำเร็จ โดยทำแบบติดดิน และต้องยิ้มแย้ม และขอฝากไปถึงคนรุ่นใหม่ อยากให้เรียนรู้ข้อเท็จจริงของชีวิต ให้รู้จักทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสังคม บางกลุ่มเขาอ่อนแอ เขาต้องมีตัวช่วย จึงอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจคนส่วนรวม คนจะเข้มแข็ง ประเทศชาติจะแข็งแกร่ง เราต้องเดินไปด้วยกัน ช่วยกันเกื้อกูลกัน" อรุณีทิ้งท้าย