หมูเสรี ทางเลือกที่ยั่งยืนของเกษตรกร

การเลี้ยงหมูโดยใช้ต้นทุนต่ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรคาดหวังอยู่แล้ว แต่ที่มากกว่านั้นคือเราได้ทั้งความสุข อิสระ ได้เป็นตัวของตัวเอง มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น หนี้สินเบาบางลง

 

           เนื้อหมูนับเป็นอาหารหลัก และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหาร แม้จะหาซื้อได้ง่ายๆ ตามท้องตลาดทั่วไป เราในฐานะผู้บริโภคอาจไม่ทราบถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะกลายเป็นอาหารที่แสนอร่อย โดยเฉพาะในส่วนของการเลี้ยงดูจากกลุ่มเกษตรกร ที่พบว่าการลงมือทำอย่างจริงจังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องฝ่าฟันกับหลากหลายปัญหาทั้งในเรื่องของเงินลงทุน การดูแลรักษาโรค ไปจนถึงข้อจำกัดจากบริษัทผู้ว่าจ้าง

สุขสันต์ พรหมเทศ หรือ “อ้ายใหญ่” เกษตรกรใน ต.ออนกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ คือผู้หนึ่งที่เคยเลี้ยงหมูในระบบพันธสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่มากว่าสิบปี ปัญหาที่เขาได้ประสบจากการเลี้ยงหมูในระบบดังกล่าวว่าการเลี้ยงหมูในระบบพันธสัญญาไม่ได้สวยหรูอย่างที่คนเข้าใจ

           “คนทั่วไปเข้าใจว่าเพียงแค่มีเงินลงทุน ทำตามขั้นตอนที่เขามีให้ก็เลี้ยงได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย แรกสุดคือเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตได้ เราไม่สามารถเลือกลูกหมูได้เอง อาหารและยาต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับทางบริษัทที่ส่งมา เราเพาะพันธุ์เองจากแม่พันธุ์ไม่ได้ ส่วนลูกหมูที่ได้รับมาจะแข็งแรงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของเรา แล้วเราจะเลี้ยงเป็นรุ่น รุ่นหนึ่งยาวนานประมาณ 5 เดือน หากมีหมูเป็นโรคก็ต้องเบิกยา หักค่าใช้จ่ายแล้วเบ็ดเสร็จไม่คุ้มทุนเหมือนที่เราคาดหวังไว้ เลี้ยงหมูเป็นจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าได้ผลตอบแทนมาก และคิดจะยกเลิกก็ทำไม่ได้เพราะเรายังมีหนี้สินอยู่” และหนี้สินดังกล่าวมาจากการกู้เงินมาลงทุนเลี้ยงหมูนั่นเอง

           เมื่อการเลี้ยงหมูในระบบพันธสัญญาไม่ได้ส่งเสริมในเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีและการันตีรายได้ของเกษตรกร อ้ายใหญ่จึงตัดสินใจเลี้ยงหมูโดยการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ของตัวเองแบบปราศจากข้อผูกมัด วิธีการเลี้ยงนี้จึงเป็นที่มาของ “หมูเสรี” อันเป็นทางเลือกอิสระแก่เกษตรกร หมูกว่า 30 ตัวในโรงเรือนถูกเลี้ยงดูด้วยวิถีทางของเขาและภรรยา ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนและต่อยอดมาจากการเลี้ยงในระบบพันธสัญญา

 

 

           “การเลี้ยงแบบพันธสัญญาคือเราแค่มีสถานที่ในการเลี้ยงหมู เราลงทุนเฉพาะโรงเรือนและการดูแล ส่วนปัจจัยการผลิต เช่น ยา และอาหารทางบริษัทจะส่งมาให้ แต่การเลี้ยงเองคือทุกอย่างยืดหยุ่นขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด เมื่อเราประสบกับปัญหาในการเลี้ยงแบบพันธสัญญาก็ได้มาศึกษาวิธีเลี้ยงเอง เริ่มจากไปหาซื้อลูกหมูในละแวกชุมชนมาเลี้ยง แต่ก็ยังอาศัยอาหารสำเร็จรูปของทางบริษัท ประจวบเหมาะกับทางบริษัทที่ขายอาหารหมูและรับซื้อหมูคืนในตอนนี้เป็นแบบกึ่ง contract อิสระกว่าเลี้ยงให้กับบริษัทรายใหญ่ เพราะเราบริหารเอง พอขายแล้วเราก็ได้กำไรเฉลี่ยต่อตัวได้เยอะกว่าแบบเดิม พอหักลบกลบหนี้ไปได้ เมื่อเห็นว่าพอเลี้ยงชีพไปได้ ตอนนั้นก็เลยเริ่มเบนเข็ม เลี้ยงหมูของตัวเองควบคู่กันไปด้วย”

           “จากนั้นมีโอกาสไปอบรมกับทางสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน (ISAC) ที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยให้องค์ความรู้ พาไปศึกษาดูงาน ดูต้นแบบของเขา เราจึงได้มาเรียนรู้ถึงวิธีการเลี้ยงเองให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน 

 

“พอเรามีแม่พันธุ์เองก็ไม่ต้องไปหาลูกหมูจากที่ไหน รู้ที่มาที่ไป เพราะเป็นหมูในพื้นที่ของเรา ตัดปัญหาการเป็นโรค เมื่อเราผลิตเองเราก็จะได้ลูกหมูที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน

           “ส่วนเรื่องอาหาร เราคิดอยากจะผสมอาหารแบบปลอดสารเคมีเองแต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยง จนได้รับความช่วยเหลือจาก ISAC ที่ได้รับการอุดหนุนร่วมมือจาก สสส. ทำวิจัยและการทดลองอาหารหมู เพื่อหาความแตกต่างระหว่างหมูที่เลี้ยงเองกับหมูที่เลี้ยงในรูปแบบพันธสัญญา เปรียบเทียบระหว่างหมูที่กินอาหารที่เขาส่งมาให้ใช้ กับหมูที่กินอาหารอินทรีย์ของเรา ผลสรุปที่ได้ก็คือหมูที่เราเลี้ยงเองสามารถเติบโตได้ดีเท่ากับหมูที่กินอาหารอีกแบบ ทั้งยังมีเนื้อที่ดี และใช้ต้นทุนต่ำกว่า เพราะฉะนั้นจึงเป็นผลลัพธ์ที่ทำเกษตรกรสามารถอยู่รอดได้

           “เราสามารถทำอาหารหมูเองโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติได้แบบไม่ต้องพึ่งพาใคร ทั้งยังเป็นการเกษตรที่ยั่งยืนเพราะว่าเมื่อครบรอบการผลิต ต้นทุนของเราก็ยังคงอยู่ แม้ว่าเป็นช่วงที่ราคาเนื้อหมูลดลง เราก็ยังอยู่ได้ ช่วงที่ราคาเนื้อหมูแพงขึ้น ยิ่งเป็นผลกำไรพอกพูน ถ้าเปรียบเทียบกับอีกแบบที่มันตายตัว ต้องรอลูกหมูและอาหารที่เขาส่งมา เรายังไม่รู้เลยว่าตัวนึงเราจะได้กำไรกี่ร้อย เผลอๆ อาจโดนค่าปรับตามสัดส่วนที่เสียหาย 

 

           “ดีว่าที่เราทำอยู่ตอนนี้เป็นของบริษัทเล็กๆ ที่มีความจริงใจและคำนึงถึงรายได้ของเกษตรกร และจ่ายให้เราในราคาตัวละ 350บาท เรารู้เลยว่ารุ่นหนึ่งเราจะมีเงินรายได้ไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว คือเราสามารถผ่อนหนี้ได้ ก็เลยตกลงรับเลี้ยง เราเพียงดูแลให้หมูทุกตัวมีสุขภาพที่ดี เราก็มีรายได้แล้ว ถ้าเป็นของบริษัทใหญ่เราจะไม่ได้มีอิสระแบบนี้ จะเป็นในรูปแบบที่บีบเกษตรกรเสียมากกว่า”

           แม้ว่าตอนนี้อ้ายใหญ่ยังคงเลี้ยงหมูในระบบพันธสัญญากว่า 700 ตัว และมีอีก 30 ตัวที่อยู่ในความดูแลของตัวเอง แต่ก็นับว่าหล่อเลี้ยงตัวเองได้และไม่ประสบปัญหามากหากเทียบกับแต่ก่อน และสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ นอกจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หมูเสรียังเป็นต้นแบบที่ดีต่อเกษตรกรรายย่อย รวมไปถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค 

           “เราเลี้ยงหมูแบบพันธสัญญามาเกือบสิบปี ลงทุนและเป็นหนี้อยู่ตลอด หาทางออกไม่ได้ จนมาเลี้ยงแบบทางเลือกควบคู่ไปด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ก็เลยรู้ว่าไปรอด การเลี้ยงหมูโดยใช้ต้นทุนต่ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรคาดหวังอยู่แล้ว แต่ที่มากกว่านั้นคือเราได้ทั้งความสุข อิสระ ได้เป็นตัวของตัวเอง มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น หนี้สินเบาบางลง ต่อไปชุมชนไม่ต้องไปซื้อหมูของบริษัทแล้ว ตอนนี้ก็ดูแลกันสองคนกับภรรยา เมื่ออายุเยอะขึ้น เราก็คงต้องมีการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงหมูโดยวิธีการในแบบที่ช่วยเบาแรงของเรา หากแต่ยังได้ผลที่คุ้มค่า และสามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน” อ้ายใหญ่กล่าวทิ้งท้าย

 

พบกับหมูเสรีและสินค้าเกษตรอินทรีย์ ได้ที่ข่วงเกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ (Chiang Mai Organic Home)
ถนนเลียบคลองชลประทาน (ทางไปพืชสวนโลก) จังหวัดเชียงใหม่ ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี
ตั้งแต่เวลา 14.00 – 18.00 น. 

เรื่องและภาพ อิสราวรรณ โปธิปัน