ภาคสังคม-ธุรกิจ กว่า 100 องค์กร พร้อมหนุน “ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” กลไกพลังร่วม “ธุรกิจ-สังคม”ระดับชาติ

เวที “ตลาดนัดโอกาสร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” คึกคัก  “ภาคสังคม-ภาคธุรกิจ” กว่า 100 องค์กรร่วมหนุนเสริมโครงการ “ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” ตั้งเป้าระดม 4 ทรัพยากรสำคัญ  “อาสาสมัคร-เงินทุน-เครือข่าย-ความรู้”  ให้โครงการเพื่อสังคมที่พร้อมขยายผลกว่า 30 โครงการเพื่อให้สามารถช่วยคนไทยได้กว่า 4.12 ล้านคน  พร้อมเปิดตัวเวบไซต์ www.thailandcollaborationforchange.com  พื้นที่กลางเชื่อมต่อผู้สนับสนุน เป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างพลังร่วม (Collective Impact Partnership) ให้ทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

 

นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพี่อคนไทย หนึ่งในภาคีผู้ร่วมดำเนินการโครงการ “ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากการมองเห็นช่องว่างของคนและองค์กรที่ทำงานพัฒนาสังคมในประเทศไทยจำนวนมาก ขาดโอกาสในการเชื่อมต่อและประสานทรัพยากรประเภทต่างๆ ร่วมกัน ขณะเดียวกัน สังคมไทยมีผู้ที่มีความพร้อมในการให้การสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องอาสาสมัคร เครือข่าย เงินทุน และความรู้ แต่ขาดช่องทางและการบริหารจัดการ  “ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นองค์กรตัวกลางเชื่อมสองภาคส่วนนี้เข้าด้วยกัน ให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วม 

 

“เพราะปัญหาประเทศมีขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องสร้างกลไกหรือเครื่องมือให้คนจำนวนมากสามารถลงมือทำร่วมกันได้ จะยิ่งช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ให้กับสังคม"   ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทยกล่าว

ทั้งนี้  สถานะโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ ณ เดือนพฤศจิกายน 2558 นับตั้งแต่ได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเริ่มประกาศรับสมัครโครงการเพื่อสังคมในเดือนพฤษภาคมต่อมา ปรากฏว่ามี 141 โครงการที่สมัครเข้าร่วม 68 โครงการพร้อมดำเนินงาน และ 31 โครงการที่พร้อมขยายผลเพื่อให้สามารถช่วยคนไทยได้เบื้องต้น 4.12 ล้านคนตามจำนวนกลุ่มเป้าหมายของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ ในประเด็นต่างๆ ประกอบด้วย คนชรา คนพิการและสังคมสุขภาวะ 1.3 ล้านคน  เยาวชน 4.8 แสนคน  คนต้านโกง 3.5 แสนคน  คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 2.5 หมื่นคน  เกษตรกร 1.2 ล้านคน  ประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน 3 แสนคน และพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม 4.6 แสนคน

 

 การจัดงาน “ตลาดนัดโอกาสร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ : กลไกลดความเหลื่อมล้ำ..ปัญหาเด็ก เกษตรกร คนชรา คนพิการและต่อต้านคอร์รัปชัน” เมื่อ 1 ธันวาคม จึงเกิดขึ้นเพื่อนำตัวอย่างความสำเร็จในระดับหนึ่งของโครงการที่พร้อมขยายผลมาระดมทรัพยากร 7 โครงการ  และเป็นเวทีของการพบกันระหว่างภาคีเจ้าของโครงการและภาคีภาคธุรกิจผู้มีแนวโน้มเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร 

 

โครงการดังกล่าวมีความต้องการเบื้องต้นเพื่อช่วยกลุ่มเป้าหมายนำร่องจำนวน ดังนี้ 1) โครงการช่วยเหลือและพัฒนาเยาวสตรี ต้องการนักจิตวิทยาและเงินทุนสนับสนุนการบริหารจัดการช่วยเยาวชนสตรีคนละ 53,610 บาท จำนวน 90 คน 2)  โครงการส่งน้องเรียนสร้างเด็กดี ต้องการอาสาสมัครพี่เลี้ยงและทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน 4,000 คน เฉลี่ยทุนละ 45,000และ66,000 บาทตลอดปีการศึกษา 2559-2565 3)โครงการสื่อดิจิทัลลดความเหลื่อมล้ำวิทย์-คณิต ต้องการระดมทุน 610,000 บาท เพื่อนักเรียนด้อยโอกาส 300 คน 4) โครงการหลักสูตรสุจริตไทย ต้องการเครือข่ายขยายผลเรียนรู้หลักสูตรออนไลน์ 2,000,000 คน  5) โครงการคนกล้าคืนถิ่น ต้องการอาสาสมัครไม่จำกัดจำนวนและเงินทุน 28,000 บาทต่อคน จำนวน 1,600 คน ในปี 2559 จากเป้า 1 ล้านคนภายใน 5 ปี 6) โครงการจ้างงานคนพิการเพื่อทำงานให้ชุมชนและองค์กรสาธารณประโยชน์ ต้องการเครือข่าย 500 บริษัท จ้างงานคนพิการ 5,000 ตำแหน่งจากเป้าหมาย 3.5 แสนตำแหน่งในอนาคตอันใกล้  7) โครงการคนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน ต้องการระดมทุน 364,000 บาทต่อเดือน สำหรับการบริหารสถานบริบาลผู้สูงอายุและ 125,000 บาทต่อเดือนสำหรับงานบริบาลอาสาผู้ป่วยสูงอายุในชุมชนเป็นระยะเวลา 1 ปี 

อีกทรัพยากรที่สำคัญได้แก่ ทรัพยากรคน หรืออาสาสมัคร ในงานตลาดนัดร้อยพลังฯ จึงมีตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มอาสาสมัครระดับบุคคลที่พร้อมอุทิศเวลาและความเชี่ยวชาญช่วยสังคม ใน“เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์อาสาสมัครพัฒนากองทุนเพื่อสังคม” วิทยากรประกอบด้วยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ นายมนตรี ศรไพศาล และนายวินท์ ภักดีจิตต์  ซึ่งเป็นคณะกรรมการกำกับทิศทางพัฒนากลไกระดมทุนและพัฒนาเครื่องมือการลงทุนเพื่อสังคม ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ ร่วมกับนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นางวาทนันท์ พีเตอร์สิค นางดวงทิพย์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ นายวิเชียร พงศธร และนายสุนิตย์ เชรษฐา  คาดว่าพร้อมเปิดตัวกลไกนี้ในปี 2559  ขณะที่ก่อนหน้านี้โครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครระดับองค์กรอย่าง บลจ.บัวหลวง ซึ่งนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาโครงการเพื่อสังคม กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) ได้ให้การสนับสนุนไปแล้ว 11 โครงการ รวมงบประมาณ 10.56 ล้านบาท  

“งานตลาดนัดโอกาสร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” ครั้งที่ 1 ได้รับความสนใจจากองค์กรภาคธุรกิจและภาคีภาคสังคมเข้าร่วมเกือบ 150 องค์กร เฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตอบรับร่วมเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร ได้แก่ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด กลุ่มบริษัทไมเนอร์  บริษัท สลิงชอท กรุ้ป จำกัด กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บลจ.บัวหลวง หอการค้าไทย กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC) และไม่น้อยกว่า 30 บริษัทที่อยู่ระหว่างพิจารณาให้การสนับสนุน นอกจากนั้นยังมีภาคการศึกษาที่แสดงความสนใจร่วมสนับสนุนกลไกร้อยพลังฯ  เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์  

สำหรับกิจกรรมระดมทรัพยากร “งานตลาดนัดโอกาสร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ”  จะมีการจัดขึ้นต่อเนื่องตลอดปีจนกว่าจะเกิดระบบนิเวศใหม่ของสังคมแห่งความร่วมมือ ทุกครั้งของการจัดงานจะมีการเผยแพร่เอกสารที่รวบรวมสถานะล่าสุดของโครงการร้อยพลังฯ พร้อมระบุความต้องการและผลทางสังคม  นับเป็นแหล่งรวมข้อมูลโครงการระดับประเทศครั้งแรกที่ประกาศต่อสาธารณะเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนได้ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ www.thailandcollaborationforchange.com  อนึ่ง โครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย” (Inspiring Thailand) ซึ่งมีภาคีเครือข่ายทั้งภาคธุรกิจและภาคสังคมกว่า  20 องค์กรร่วมสร้างพลังพลเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:  ฝ่ายสื่อสารสังคม โครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ คุณพจนีย์ 082-966-6755 และคุณพรนภา    080-088-9534

 

 


นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพี่อคนไทย และคุณสายสมร ผ่องบรรเจิด รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มกลยุทธ์องค์กร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม  บัวหลวง จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการกองทุนคนไทยใจดี หนึ่งในกลไกระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคม

 



บรรยากาศงาน “ตลาดนัดโอกาสร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ : กลไกลดความเหลื่อมล้ำ..ปัญหาเด็ก เกษตรกร คนชรา คนพิการและต่อต้านคอร์รัปชัน” ดำเนินรายการโดย รศ. ดร. กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ ได้รับความสนใจจากองค์กรภาคธุรกิจและภาคีภาคสังคมเข้าร่วมเกือบ 150 องค์กร เฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตอบรับร่วมเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร ได้แก่ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด กลุ่มบริษัทไมเนอร์  บริษัท สลิงชอท กรุ้ป จำกัด กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บลจ.บัวหลวง หอการค้าไทย กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC) และไม่น้อยกว่า 30 บริษัทที่อยู่ระหว่างพิจารณาให้การสนับสนุน

 


บรรยากาศการนำเสนอโครงการ ส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี วิทยากรโดย คุณโมนา ศิวรังสรรค์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิยุวพัฒน์ คุณบุรินทร์ กันตะบุตร ผู้อุปการคุณทุนยุวพัฒน์ และอาจารย์ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ กรรมการมูลนิธิยุวพัฒน์ โครงการนี้ต้องการอาสาสมัครพี่เลี้ยงและทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน 4,000 คน 




คุณธานินทร์ ทิมทอง ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินโครงการสื่อดิจิทัลลดความเหลื่อมล้ำวิทย์-คณิต และดร.ชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย ผู้อำนวยการกลุ่มสถาบันการศึกษาเซนต์จอห์น และประธานสื่อมวลชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย ผู้สนับสนุน



ซิสเตอร์ยาณี ภานุรักษ์ อธิการิณี คณะภคินีศรีชุมพาบาล กรุงเทพฯ ผู้ดำเนินโครงการช่วยเหลือและพัฒนาเยาวสตรี และคุณดวงทิพย์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ผู้สนับสนุน

 


ดร. วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ เอดดูเคชั่น โซน จำกัด ผู้ดำเนินโครงการหลักสูตรสุจริตไทย และ ดร. มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้สนับสนุน




ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์  ประธานมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย ผู้ดำเนินโครงการคนกล้าคืนถิ่น และ ดร. พีรยา หาญพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้สนับสนุน




ดร.อุบล ยะไวทย์ณะวิชัย ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สนับสนุนโครงการจ้างงานคนพิการเพื่อทำงานให้ชุมชนและองค์กรสาธารณประโยชน์ และคุณอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ผู้ดำเนินโครงการ


นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำสนธิ ผู้ดำเนินโครงการคนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน และนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ผู้สนับสนุน

 


คุณบุรินทร์ กันตะบุตร ผู้อุปการคุณทุนยุวพัฒน์ และอาจารย์ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ กรรมการมูลนิธิยุวพัฒน์ ผู้สนับสนุนโครงการส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี และคุณโมนา ศิวรังสรรค์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิยุวพัฒน์ ผู้ดำเนินโครงการ